(อย่างว่า งานเขียน สมัย ม.6 อ่ะนะครับ ยังบ๊องๆ อยู่บ้าง แต่ผมก็ยังเห็นด้วยกะมันทีเดียว...อย่างน้อยๆ ก็ในเชิง "ปรัชญา")


ในยุคสมัยก่อน ซึ่งพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญเท่าใดนัก ทำให้มนุษย์ในยุคนั้น รับรู้แต่เพียงว่าสิ่งมีชีวิต คือสิ่งที่หายใจได้ เคลื่อนไหวได้ และมีเลือดเนื้อ ดังเช่นที่พวกเขามี แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ยุคที่วิทยาการก้าวหน้าราวกับก้าวกระโดด แนวคิดต่างๆ ในอดีตหลายๆ อย่างกลับไม่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสแห่งสังคมโลก รังแต่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วร้องโวยวายว่ากล่าวโลกว่า ดำเนินไปบนหนทางแห่งอธรรมตามความเชื่อทางศาสนา เป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมาในยุคที่โลกยังไม่สามารถแบ่งได้อย่างชัดเจนว่า อย่างไรคือมีชีวิต อย่างไรคือไม่มี ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็พยายามที่จะใช้ความรู้ เท่าที่ในยุคสมัยของพวกเขาจะอำนวยให้ ในการแบ่งแยกสภาพการมีอยู่ของชีวิตที่ว่านี้ พวกเขาแบ่งออกมาว่า สัตว์เป็นพวกที่มีชีวิต เพราะมีองค์ประกอบแบบมนุษย์ ส่วนก้อนหิน แผ่นดิน ต้นไม้ พืชพรรณ ล้วนแต่ไร้ซึ่งชีวิต เพราะไม่ได้มีองค์ประกอบดังเช่นที่มนุษย์มี และในตอนนั้น จากความเชื่อนี้ ก็ได่ก่อให้เกิดประเพณีการถือศีลกินเจ ขึ้น ประเพณีนี้ ในยุคนั้นตั้งเป้าหมายขึ้นมาก็เพื่อ ลดการฆ่าชีวิต ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ถูกต้อง หากมองจากความรู้ที่ยังจำกัดอยู่เพียงเท่านั้น

โลกร่วมสมัย คือหนึ่งในคำจำกัดความของสภาพแห่งโลกในยุคปัจจุบัน ที่ทั้งผม และท่านผู้อ่านกำลังดำเนินวัฏจักรแห่งสังขารอยู่ โลกในยุคปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าทางวิทยาการ แตกต่างจากยุคเริ่มแรกการกินเจ ราวสวรรค์ กับนรก ก็มิปาน และวิทยาศาสตร์ ก็ได้ค้นพบ และยอมรับกันโดยสากลโลกว่า พืชคือสิ่งที่มีชีวิต เรื่องนี้เป็นความรู้ที่รู้กันอย่างกว้างขวางจนถึงระดับรากหญ้าแล้ว หากแต่
ประเพณีการกินเจ ซึ่งมีเป้าหมายในการลดการฆ่าชีวิต กลับไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ที่เพิ่มขึ้นมา...การกินเจ หรือเทศกาลกินเจนั้น เป็นการกินอาหารที่มาจากผลิตภัณฑ์พืช ไม่จับต้องอาหารประเภทเนื้อสัตว์เลย (จะยกเว้น ก็เพียงแต่หอยนางรม) แต่เมื่อผมได้อธิบายมาจนถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากจะถามท่านผู้อ่านดูว่า “ท่านคิดว่าการกินเจ ลดการฆ่าชีวิตจริงหรือ?”

ผมได้ทดลองคิดออกมาในหลายแง่ๆ แล้วก็พบว่า จากความรู้ที่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน เรากำลังเดินอยู่บนความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง ลองเริ่มคิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า พืชนั้นมีชีวิต ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงรู้เรื่องนี้ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราจึงยังกล่าวกันอยู่อีกว่า กินเจเป็นการลดการฆ่าชีวิต ที่ได้บุญมากมหาศาล “ท่านตัดสินการมีชีวิต เพียงว่าสิ่งนั้นเหมือนท่านหรือไม่ เช่นนั้นหรือ” “ท่านแยกวรรณะแห่งชีวิตขึ้น เพียงเพื่อให้ตนเองได้รู้สึกว่ากำลังประดับไปด้วยใบบุญอันลวงตาหรอกหรือ” จึงได้ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติตามความเชื่อที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าถูกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่มองหาเหตุผล ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า ความคิดและการกระทำแบบนี้เป็นบาปเสียยิ่งกว่าการกินอาหารอย่างปกติตลอดชีพมากนัก

นอกจากการมองในแง่ข้อเท็จจริงแล้ว ผมยังเสนอให้ท่านได้ลองมองถึงปริมาณชีวิตที่สูญเสียดูด้วย หากเป็นการกินเนื้อสัตว์ ท่านฆ่าหมูหนึ่งชีวิต เพื่อเลี้ยงชีวิตอื่นอีกสิบชีวิต แต่การกินผัก ท่านฆ่ามากกว่าสิบชีวิต เพื่อจะเลี้ยงหนึ่งชีวิตให้อยู่รอดได้ แบบนี้คงจะไม่สามารถเรียกว่าลดการฆ่าชีวิตได้ หากแต่ต้องเรียกว่า [b]ล้างผลาญชีวิต[/b] จะถูกต้องกว่า และ
หากมองว่าการลดการฆ่า เป็นบุญ การล้างผลาญชีวิตเช่นนี้ อาจเรียกว่าเป็นการสร้างบาปได้กระมัง

(มาตอนนี้ อ่านย่อหน้าต่อไปแล้ว ก็ขำๆ ตัวเองหน่อยๆ เหมือนกัน - ผม ณ วัย 21 ปี)

มีอีกแง่คิดหนึ่งที่ผมอยากให้ท่านลองคิดตาม แนวคิดนี้ออกจะเป็นนามธรรมอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเข้าใจได้โดยไม่ยากเย็นนัก คือหากเรามองกันตามแนวคิดบุญ และบาปโดยเฉพาะแล้ว ผมก็ยังคิดว่า การกินเจ เป็นการสร้างบาปอยู่ดี จากแนวคิดทางศาสนาพุทธ องค์ตถาคต เคยดำริสอนสั่งไว้ว่า การทำร้ายที่ก่อบาปมากที่สุด ก็คือการทำร้ายบุคคลที่มีพระคุณกับเรามากที่สุด นั่นก็คือบุพพการีนั่นเอง จนมีการกล่าวว่าผู้ที่ก่อปิตุฆาต หรือมาตุฆาตนั้น เลวจนไม่อาจใช้ภาษาไปพรรณาความเลว ให้เสียค่าของภาษาได้ แต่ตอนนี้ผมอยากให้ท่านใช้แนวคิดนี้ มองระบบการดำรงชีวิตแบบมหภาคดูบ้างว่า สิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ หรือพืชที่มีพระคุณกับชีวิตท่านมากกว่ากัน สัตว์รับเอาประโยชน์จากพืชในขณะที่พืชยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือกินพืชในขณะที่พืชยังไม่ตาย หากแต่พืชรับเอาประโยชน์จากสัตว์ก็เฉพาะตอนที่สัตว์ตายแล้วเท่านั้น (ยกเว้นพืชกินแมลงนะครับ) นอกจากนี้หากเราลองมองดูดีๆ โดยเอาผลไม้ที่ท่านกิน มาเปรียบเทียบกับตัวมนุษย์ดู ท่านคิดว่าผลไม้นั้นน่าจะเป็นมนุษย์ในช่วงไหน จากความคิดผม ผมคิดว่าผลไม้ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กก่อนเกิด หากจะพูดเป็นภาษาวิทยาศาสตร์หน่อยก็คงต้องเรียกว่า ฟีตัส เพราะผมมองว่าต้นไม้ที่พร้อมจะออกลูกได้ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้นช่วงเป็นต้นกล้าก็ควรจะเปรียบกับทารก แต่ผลไม้นั้นเป็นเพียงช่วงเตรียมจะเกิดเป็นต้นกล้าเท่านั้น ท่านลองคิดดูสิครับว่าสัตว์ กินพืชตั้งแต่พืชยังไม่ทันจะเป็นทารกเสียด้วยซ้ำ และใช้ยังประโยชน์จากพืชจนวันสิ้นอายุไขเสียด้วย ไม่เพียงเท่านี้หากท่านยังลองมองลึกลงไปอีก โดยอาศัยแนวคิดนี้ผนวกกับจินตนาการเข้าช่วยเล็กน้อย ผมอยากลองให้ท่านจินตนาการดูว่าหากอยู่ดีๆ พืชพรรณทั้งหมดหายไปจากโลก ท่านคิดว่าสัตว์จะอยู่ได้อีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าไม่ เพราะเมื่อไม่มีพืช ก็จะไม่มีสัตว์กินพืช เมื่อไม่มีสัตว์กินพืช สัตว์กินสัตว์ก็จะขาดอาหาร และลดจำนวนลงจนหมดสิ้นในที่สุด สุดท้ายสัตว์ที่กินได้ทั้งพืช และสัตว์ เช่นมนุษย์ก็จะไม่มีทั้งพืช และสัตว์กิน แล้วก็จะสูญพันธุ์ในที่สุดเช่นเดียวกัน จะเหลือไว้เพียงแต่แผ่นดิน และซากศพกองมหึมาให้เป็นอาหารอันโอชะของเหล่าจุลชีพ แต่หากท่านจินตนาการกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง ว่าอยู่ดีๆ สัตว์ก็หายไปหมดทั้งโลก ผมก็จะถามท่านว่า ท่านคิดว่า พืชจะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าได้ เพราะเมื่อไม่มีสัตว์ ก็หมายความว่าไม่มีผู้บริโภค และทำลายพืช พืชก็น่าจะขยายพันธุ์ได้อย่างหลากหลาย และเมื่อพืชต้นหนึ่งตาย ก็จะไปเป็นปุ๋ยให้กับต้นใหม่ที่กำลังจะขึ้นมาทดแทน เป็นวัฏจักรเช่นนี้วนเวียนกันไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสัตว์ พืชก็พอจะสามารถยืนอยู่บนลำต้นของพืชเองได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากตรงนี้ผมอยากจะถามความคิดเห็นท่านผู้อ่านเหมือนกันว่า “ท่านคิดเหมือนผมไหมว่า ดูเหมือนพืชจะเกิดมาเพื่อให้สัตว์ได้ใช้ประโยชน์แท้ๆ เลย” หรือเรียกได้ว่าหากจินตนาการออกมาในระบบมหาภาคแล้ว จะพบว่า พืช นั้นมีพระคุณต่อสัตว์ มากกว่าสัตว์มีพระคุณต่อสัตว์ด้วยกันเอง ...แล้วอย่างนี้การฆ่าผู้มีพระคุณที่เรียกว่าพืช ไม่เป็นบาปกว่าการกินสัตว์หรอกหรือ???

เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว ก็คงจะมีบางท่านที่ยังไม่เห็นด้วยกับผม อาจจะด้วยเหตุผลของท่านเอง หรือการถูกปลูกฝังให้อยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมๆ ก็ตามแต่ เพราะผมต้องการเพียงแค่ให้ท่านได้ลองคิดดูบ้างว่า สิ่งที่เราเชื่อว่าถูก ได้รับการสั่งสอนมาว่าดี แล้วทำตามอยู่นั้น เป็นเรื่องดีจริงหรือ มีเหตุผลพอหรือไม่ หรือเป็นเพียงการกระทำที่หวังผลจากภาพลักษณ์ทางสังคม ผมยกการกินเจขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ ว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะลองมองดูเหตุผลในการกระทำของตนเองเสียที และอีกอย่างหนึ่งที่ผมฝันอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าอยากให้เกิดขึ้นก็คือ ศาสนาที่ทันโลก ซึ่งเป็นศาสนาอะไรก็ได้ที่รู้จักการก้าวตามกระแสแห่งโลก ไม่ใช่งมอยู่กับแนวคิดที่ถูกบังคับไว้ด้วยวิทยาการรุ่นบุร่ำบุราณ

ด้วยความเคารพ

 

ปล. ที่ผมเขียนนี่ ผมไม่ได้เขียนเพื่อจะบอกว่า "ต้องเลิกกินเจ" นะครับ แต่คิดว่าควรจะเปลี่ยน "สโลแกน" ของการกินเจ จาก "ลดการฆ่าชีวิต" มาเป็น "กินเจแล้วสุขภาพดี ถ่ายท้องง่าย มะเร็งไม่ถามหา ฯลฯ" แทน จะถูกต้องกว่า...ก็เท่านั้น

edit @ 5 Oct 2008 20:03:04 by fallingangels

จากเอนทรี่ก่อนหน้านี้ ที่ผมได้เขียนถึงผู้บริหารดีแทคที่เสนอว่า "เฉพาะคนที่จบ ป.ตรีเท่านั้นจึงน่าจะมีสิทธิเลือกตั้งได้" นั้น

 วันนี้ความคิดเห็น "ต่อตัวเค้า" สำหรับผมเปลี่ยนไปแล้ว เพราะ

จากลิ้งก์นี้

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6980608/P6980608.html

และโดยเฉพาะลิ้งก์นี้

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6981094/P6981094.html
(ขอบคุณ Superของซุปเปอร์สำหรับข้อมูลครับ)

และหากคนที่เขียนคือ "ธนา" จริงๆ แล้ว ผมเห็นว่า เราน่าจะสมควร หยุดต่อว่า หรือลดระดับการด่า/ล้อเลียนเค้าลงบ้างนะครับ

เนื่องจาก หากที่ได้แสดงตัวว่า "ขอโทษ และพร้อมรับผิดชอบ" นั้น นับได้ว่าเป็นตัวอย่างของการแสดง Accountability ในที่สาธารณะ ที่หาได้ค่อนข้างยากในสังคมไทย (ที่พอผิด ก็บอกว่า "ผมไม่ได้พูด...ผมไม่ได้ทำ"----- "ผมไม่เคยพูดว่าเป็นนอมินี" เป็นอาทิ)

ฉะนั้น หากแม้แต่คนที่แสดง Accountability ออกมาแล้ว สังคมยังรุมประณามต่ออีก ต่อไปมันจะมีใครอยากแสดง Accountability??? ในเมื่อ จะแสดง หรือไม่แสดง ก็โดนด่าพอกันอยู่แล้ว

ดังนั้น ผมจึงอยากลองใคร่ขอว่า เราน่าจะลดระดับการด่าสาดเสียเทเสีย กับกรณีเช่นนี้ลงบ้างนะครับ

เพื่อผลลัพธ์ที่น่าจะดีกว่าในระยะยาว กับวัฒนธรรมการมี Accountability และ Responsibility ในสังคมไทย

ด้วยความเคารพ

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช