ศาสนาว่าด้วยการนับถือ
posted on 25 Jun 2008 20:57 by fallingangels-review in NormCultureAndTraditionผมต้องขอบอกไว้ก่อน 2 ประการก่อนจะเริ่มเนื้อความอะไรต่อไป คือ
1. ที่ผมจะเขียนต่อไปนั้น ถือว่าแรงพอสมควรสำหรับคนที่ sensitive ต่อประเด็นทางวัฒนธรรม
2. ผมเป็นคนไม่นับถือศาสนาใดๆ (แต่ไม่ใช่เพราะมองว่าไม่มีศาสนาไหนดี)
...เข้าเรื่องนะครับ...
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ผมได้ดู DVD ที่โดนหลอกซื้อมา โดยหน้าปกนั้นเป็นปก “เดี่ยว 7” ของเดี่ยวไมโครโฟน โดยอุดม แต้พานิช หรือโน้ต แต่เนื้อในกลับเป็น “โน้ต ตระเวณสอนธรรมะ” ในหัว ข้อว่า “ร้อนนอก เย็นใน” และในตอนแรกโน้ต ได้พูดถึง “คนที่ไม่นับถือศาสนา ในลักษณะว่าเป็นพวก หลงผิด ต้องการทำเท่”...ทำให้ผม (ในฐานะคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคนหนึ่ง) พาลเกิดความรู้สึกเป็นเดือด เป็นร้อนขึ้นมา ว่า “กูไม่ได้ ไม่นับถือศาสนาเพราะต้องการเท่โว้ย”...วันนี้เลยถือโอกาสนำหัวข้อนี้มา เสวนาเลย...ประเด็นนี้ขอข้อเสวนาอันตรึงอยู่บนหลักของเหตุและผลจริงๆ นะครับ...เพราะเป็น ประเด็นละเอียดอ่อนต่อสังคมที่ sensitive แบบสังคมไทยอยู่
เบื้องต้นคือ
โดยส่วนตัวผมนั้น ผมมองว่า “ระบบโลก” มีความยิ่งใหญ่ และซับซ้อนอย่างฉกาจฉกันจ์ การทำงานของ ระบบความคิด และความเป็นไปของระบบโลกนั้นเหนือเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถทำความเข้า ใจได้หมดได้
ฉะนั้น ผมจึงไม่มองว่าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง, นักคิดคนใดคนหนึ่ง, หรือชุดความคิดใดชุดความคิด หนึ่งที่จะสามารถ “ครอบคลุม” หรือสามารถ “อธิบาย” ปรากฏการณ์ทุกอย่างในโลกได้ ...หรือพูดง่ายๆ ก็
คือ ตัวผมนั้นไม่เชื่อว่ามี perfect man, perfect theory (ไม่มีสิ่งสมบูรณ์) ผมมองว่า (และคิดว่าน่าจะเป็นหลักคิดที่ยอมรับกันได้) "ทุกศาสนา" มีจุดเด่น และจุดด้อยด้วยกันทั้ง นั้น และต่างก็แตกต่าง และส่งเสริมกันไปได้ด้วย ฉะนั้นผมจึงไม่เข้าใจคนที่นับถือศาสนาอยู่ว่า "ทำไมจะต้องวางป้ายยี่ห้อตัวเองไว้ด้วยว่า ฉันนับถือศาสนานั้น ฉันเป็นศาสนานี้???" ... ผมมอง ว่าการ "ผูกติด" ตัวตนของตนเองเข้ากับบ่วงที่เรียกว่า "ศาสนาประจำตัว" นั้น ไม่ว่าทางใด ทางหนึ่งมัน ย่อมมีผลในการรัดตัว หรือจำกัดกรอบทางความคิด ของผู้กระทำเช่นนั้นในระดับหนึ่งแน่นอน และเรา ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า "โดยมากแล้วผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ (อย่างจริงจัง - นับถือที่ เนื้อหา) ก็ไม่ได้ใส่ใจศึกษาปรัชญาของศาสนาอื่นมากเท่าศาสนาพุทธ และเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้กับ ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย"
ผมไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นการดีต่อตัวผู้ "ตั้งป้ายศาสนาประจำตัว ให้กับตัวเอง" เท่าไหร่นัก ฉะนั้นแล้วมัน จะไม่เป็นการ "ขยายขอบเขต (widening) ทางความคิด" ให้กว้างไกลขึ้นหรอกหรือ หากเรามอง/นับถือ ศาสนา/ปรัชญาต่างๆ ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้
"หากส่วน A ผมมองว่าพุทธดีสุด ผมก็เชื่อพุทธ ส่วน B ผมว่าคริสต์ดี ผมก็เอาคริสต์ ส่วน C อิสลามเจ๋ง ผมก็เอาอิสลาม ส่วน D ไอนสไตน์ถูก ผมก็เอาตามไอนสไตน์ ส่วน E ผมมองว่าโสคราติสถูกต้อง ก็เลือก โสคราติส...ส่วนไหน หากเรายังมองว่าไม่มีนักคิดผู้ใดมองไว้อย่างถูกต้องแท้จริง เราก็จงหาเหตุผลนั้น ด้วยตนเอง"
อย่างผมตอนนี้ ผมนับถือในหลักอริยสัจ 4 ของพุทธ, หลักความรักสามัคคีของคริสต์, ความอดทนที่สั่ง สอนกันในศาสนาอิสลาม, ปรัชญาด้านสันติภาพ และการมองโลกของไอน์สไตน์, Skepticism (ผมไม่รู้ว่า ภาษาไทยแปลว่าอย่างไร) แบบโสคราติส หรือ "โลกของแบบ" ของเพลโต เป็นอาทิ ผมมองว่าการ พยายามหาจุดเด่นของแต่ละคำสอน แล้วดึงส่วนที่เรามองว่า "ดีที่สุด" มาใช้ น่าจะดีกว่าการ "จมดิ่ง" อยู่ กับที่มั่นเพียงแห่งเดียวนะครับ
วิธีการที่ผมใช้สำหรับกรณีนี้นั้น ผมเรียกมันว่า กระบวนการสร้าง “สิ่งเสมือนศาสนา” ครับ
- หลักที่ว่านั้นก็คือหลัก Divide and Combine ง่ายๆ นี่แหละครับ (แต่อาจจะต้องยืมรูปแบบ ความคิดของ post-modernism มาใช้นิดหน่อย...แต่แตกต่างกันในท้ายที่สุด)
1. ต้องคิดก่อนว่า "เราไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ" (คือคิดแบบเชื่ออย่างงั้นจริงๆ นะครับ)
2. คิดเสียว่า สิ่งที่ถูกเรียกว่า "ศาสนา" นั้น ไม่เคยมีมาก่อน แต่เป็นเพียง "ชุดความคิด หนึ่ง" ที่ถูกคิดขึ้นมา ไม่ต่างจาก ชุดคิดของเพลโต, หรือโสคราติส
คือ ข้อนี้ ค่อนข้างคล้ายกับหลักการของ Post-Modernism น่ะ คือมองทุกอย่างเป็นเพียง "เรื่องเล่า" (narrative) ที่เท่าเทียมกันหมดก่อน
3. "คัดเลือก" ชุดคิดย่อย ในชุดคิดหลักแต่ละชุด เช่น ในกรณีผม ในชุดคิดหลักที่เรียกว่าพุทธ ผมก็ดึงเอา อริยสัจ 4 ออกมา (แต่ไม่ได้บอกว่าต้องสามารถเข้าใจทุกอย่างในพุทธนะ คือเลือกจากสิ่งที่เรามีปัญญาพอ จะเข้าใจได้), หรือ ในชุดคิดของเพลโต (ที่มีมากมาย) ผมก็เลือกเอาเรื่อง "โลกของแบบ" ออกมา (เช่นกัน ไม่ได้แปลว่า จะต้องเข้าใจเพลโตทุกอย่าง แต่คัดมาจากที่มีปัญญาเข้าใจ) เหล่านี้แล
4. นำ "ชุดความคิดต่างๆ" ที่คัดเลือกมา "สำหรับประเด็นต่างๆ" (ซึ่งมาจากหลายๆ ชุดความคิด ใหญ่) มารวมกัน กลายเป็น "ชุดความคิดหลักของเราเอง" (ซึ่งผมใช้คำว่า "สิ่งเสมือนศาสนา") – หรือก็คือ “ชุดความคิด” ที่คุณได้ลองพยายามศึกษาอย่างเปิดใจ และทั่วถึงในระดับหนึ่งแล้ว และคัดมา เฉพาะส่วนที่มองว่าดี และเป็นเหตุเป็นผลจาก “ชุดความคิดดีๆ ทั้งหลาย”
ในจุดนี้เอง ที่แตกต่างจากแนวคิด Post Modernism เพราะแนวคิดนี้พยายามปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า Metanarrative (อภิมหาเรื่องเล่า?) คือ ปฏิเสธการมองว่า "มีเรื่องเล่าอะไรสักอย่างที่เหนือกว่าเรื่องเล่า อื่นๆ" (คือ Singularity Theory หรือ Grand Unify Theory ก็มีค่า เท่ากับ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า เพราะ ทุกสิ่งล้วนเป็น narrative เหมือนกัน - นี่คือหลักคิดเบื้องต้นของ Post Modernism)
แต่ "สำหรับผม" ในประเด็นนี้ ที่ผมบอกว่า "เราต้องสร้างสิ่งเสมือนศาสนาของเราเอง" ขึ้นมา ก็คือการ สร้าง Metanarrative สำหรับเราเอง (ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิด Post Modern)
นั่นคือ ผมไม่คิดว่า “การนับถือศาสนาแบบตั้งป้ายให้ตัวเอง โดยไม่เปิด หรือเปิดให้ชุดความคิดอื่นๆ ก่อน จะได้ศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”...และที่สำคัญผมไม่ได้ไม่นับถือศาสนาเพราะว่ามันเท่ห์ห่าอะไร แค่ “กูเชื่ออย่างนี้ของกู” และจะมองว่าผมเป็นลักษณะ “พหุศาสนา” (นับถือหลากศาสนา) ก็คงไม่ได้ด้วย เพราะบางชุดความคิดที่ผมนับถือนั้น ไม่ได้มาจากศาสดา หรือศาสนาใดเลย แต่มาจากปราชญ์ มาจากนัก วิชาการ มาจากนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่ผมเห็นว่ามันมีค่าควรแก่การนับถือ และมันคือ “สิ่งเสมือน ศาสนา” สำหรับผม
ด้วยความเคารพ
edit @ 6 Aug 2008 16:03:02 by fallingangels

)
(อีฟสติปัญญาทึบทึม อ่านแล้วงง แต่สนใจ...แหะๆ คุณอาจจะบอกจุดประสงค์ไว้แล้ว แต่อีฟไม่เข้าใจ)
บนเหตุ และผลนะครับ...อย่ามาด้วยอารมณ์ และแรงขับทางศาสนานะครับ
ขอบคุณครับ
ด้วยความเคารพ
#1 By fallingangels on 2008-06-25 21:06