ศาสนาว่าด้วยการนับถือ

posted on 25 Jun 2008 20:57 by fallingangels-review  in NormCultureAndTradition

ผมต้องขอบอกไว้ก่อน 2 ประการก่อนจะเริ่มเนื้อความอะไรต่อไป คือ

1. ที่ผมจะเขียนต่อไปนั้น ถือว่าแรงพอสมควรสำหรับคนที่ sensitive ต่อประเด็นทางวัฒนธรรม

2. ผมเป็นคนไม่นับถือศาสนาใดๆ (แต่ไม่ใช่เพราะมองว่าไม่มีศาสนาไหนดี)

...เข้าเรื่องนะครับ...

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ผมได้ดู DVD ที่โดนหลอกซื้อมา โดยหน้าปกนั้นเป็นปก “เดี่ยว 7” ของเดี่ยวไมโครโฟน โดยอุดม แต้พานิช หรือโน้ต แต่เนื้อในกลับเป็น “โน้ต ตระเวณสอนธรรมะ” ในหัว ข้อว่า “ร้อนนอก เย็นใน” และในตอนแรกโน้ต ได้พูดถึง “คนที่ไม่นับถือศาสนา ในลักษณะว่าเป็นพวก หลงผิด ต้องการทำเท่”...ทำให้ผม (ในฐานะคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคนหนึ่ง) พาลเกิดความรู้สึกเป็นเดือด เป็นร้อนขึ้นมา ว่า “กูไม่ได้ ไม่นับถือศาสนาเพราะต้องการเท่โว้ย”...วันนี้เลยถือโอกาสนำหัวข้อนี้มา เสวนาเลย...ประเด็นนี้ขอข้อเสวนาอันตรึงอยู่บนหลักของเหตุและผลจริงๆ นะครับ...เพราะเป็น ประเด็นละเอียดอ่อนต่อสังคมที่ sensitive แบบสังคมไทยอยู่

เบื้องต้นคือ

โดยส่วนตัวผมนั้น ผมมองว่า “ระบบโลก” มีความยิ่งใหญ่ และซับซ้อนอย่างฉกาจฉกันจ์ การทำงานของ ระบบความคิด และความเป็นไปของระบบโลกนั้นเหนือเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถทำความเข้า ใจได้หมดได้

ฉะนั้น ผมจึงไม่มองว่าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง, นักคิดคนใดคนหนึ่ง, หรือชุดความคิดใดชุดความคิด หนึ่งที่จะสามารถ “ครอบคลุม” หรือสามารถ “อธิบาย” ปรากฏการณ์ทุกอย่างในโลกได้ ...หรือพูดง่ายๆ ก็

คือ ตัวผมนั้นไม่เชื่อว่ามี perfect man, perfect theory (ไม่มีสิ่งสมบูรณ์) ผมมองว่า (และคิดว่าน่าจะเป็นหลักคิดที่ยอมรับกันได้) "ทุกศาสนา" มีจุดเด่น และจุดด้อยด้วยกันทั้ง นั้น และต่างก็แตกต่าง และส่งเสริมกันไปได้ด้วย ฉะนั้นผมจึงไม่เข้าใจคนที่นับถือศาสนาอยู่ว่า "ทำไมจะต้องวางป้ายยี่ห้อตัวเองไว้ด้วยว่า ฉันนับถือศาสนานั้น ฉันเป็นศาสนานี้???" ... ผมมอง ว่าการ "ผูกติด" ตัวตนของตนเองเข้ากับบ่วงที่เรียกว่า "ศาสนาประจำตัว" นั้น ไม่ว่าทางใด ทางหนึ่งมัน ย่อมมีผลในการรัดตัว หรือจำกัดกรอบทางความคิด ของผู้กระทำเช่นนั้นในระดับหนึ่งแน่นอน และเรา ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า "โดยมากแล้วผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ (อย่างจริงจัง - นับถือที่ เนื้อหา) ก็ไม่ได้ใส่ใจศึกษาปรัชญาของศาสนาอื่นมากเท่าศาสนาพุทธ และเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้กับ ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย"

ผมไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นการดีต่อตัวผู้ "ตั้งป้ายศาสนาประจำตัว ให้กับตัวเอง" เท่าไหร่นัก ฉะนั้นแล้วมัน จะไม่เป็นการ "ขยายขอบเขต (widening) ทางความคิด" ให้กว้างไกลขึ้นหรอกหรือ หากเรามอง/นับถือ ศาสนา/ปรัชญาต่างๆ ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้

"หากส่วน A ผมมองว่าพุทธดีสุด ผมก็เชื่อพุทธ ส่วน B ผมว่าคริสต์ดี ผมก็เอาคริสต์ ส่วน C อิสลามเจ๋ง ผมก็เอาอิสลาม ส่วน D ไอนสไตน์ถูก ผมก็เอาตามไอนสไตน์ ส่วน E ผมมองว่าโสคราติสถูกต้อง ก็เลือก โสคราติส...ส่วนไหน หากเรายังมองว่าไม่มีนักคิดผู้ใดมองไว้อย่างถูกต้องแท้จริง เราก็จงหาเหตุผลนั้น ด้วยตนเอง"

อย่างผมตอนนี้ ผมนับถือในหลักอริยสัจ 4 ของพุทธ, หลักความรักสามัคคีของคริสต์, ความอดทนที่สั่ง สอนกันในศาสนาอิสลาม, ปรัชญาด้านสันติภาพ และการมองโลกของไอน์สไตน์, Skepticism (ผมไม่รู้ว่า ภาษาไทยแปลว่าอย่างไร) แบบโสคราติส หรือ "โลกของแบบ" ของเพลโต เป็นอาทิ ผมมองว่าการ พยายามหาจุดเด่นของแต่ละคำสอน แล้วดึงส่วนที่เรามองว่า "ดีที่สุด" มาใช้ น่าจะดีกว่าการ "จมดิ่ง" อยู่ กับที่มั่นเพียงแห่งเดียวนะครับ

วิธีการที่ผมใช้สำหรับกรณีนี้นั้น ผมเรียกมันว่า กระบวนการสร้าง “สิ่งเสมือนศาสนา” ครับ

- หลักที่ว่านั้นก็คือหลัก Divide and Combine ง่ายๆ นี่แหละครับ (แต่อาจจะต้องยืมรูปแบบ ความคิดของ post-modernism มาใช้นิดหน่อย...แต่แตกต่างกันในท้ายที่สุด)

1. ต้องคิดก่อนว่า "เราไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ" (คือคิดแบบเชื่ออย่างงั้นจริงๆ นะครับ)

2. คิดเสียว่า สิ่งที่ถูกเรียกว่า "ศาสนา" นั้น ไม่เคยมีมาก่อน แต่เป็นเพียง "ชุดความคิด หนึ่ง" ที่ถูกคิดขึ้นมา ไม่ต่างจาก ชุดคิดของเพลโต, หรือโสคราติส

คือ ข้อนี้ ค่อนข้างคล้ายกับหลักการของ Post-Modernism น่ะ คือมองทุกอย่างเป็นเพียง "เรื่องเล่า" (narrative) ที่เท่าเทียมกันหมดก่อน

3. "คัดเลือก" ชุดคิดย่อย ในชุดคิดหลักแต่ละชุด เช่น ในกรณีผม ในชุดคิดหลักที่เรียกว่าพุทธ ผมก็ดึงเอา อริยสัจ 4 ออกมา (แต่ไม่ได้บอกว่าต้องสามารถเข้าใจทุกอย่างในพุทธนะ คือเลือกจากสิ่งที่เรามีปัญญาพอ จะเข้าใจได้), หรือ ในชุดคิดของเพลโต (ที่มีมากมาย) ผมก็เลือกเอาเรื่อง "โลกของแบบ" ออกมา (เช่นกัน ไม่ได้แปลว่า จะต้องเข้าใจเพลโตทุกอย่าง แต่คัดมาจากที่มีปัญญาเข้าใจ) เหล่านี้แล

4. นำ "ชุดความคิดต่างๆ" ที่คัดเลือกมา "สำหรับประเด็นต่างๆ" (ซึ่งมาจากหลายๆ ชุดความคิด ใหญ่) มารวมกัน กลายเป็น "ชุดความคิดหลักของเราเอง" (ซึ่งผมใช้คำว่า "สิ่งเสมือนศาสนา") – หรือก็คือ “ชุดความคิด” ที่คุณได้ลองพยายามศึกษาอย่างเปิดใจ และทั่วถึงในระดับหนึ่งแล้ว และคัดมา เฉพาะส่วนที่มองว่าดี และเป็นเหตุเป็นผลจาก “ชุดความคิดดีๆ ทั้งหลาย”

ในจุดนี้เอง ที่แตกต่างจากแนวคิด Post Modernism เพราะแนวคิดนี้พยายามปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า Metanarrative (อภิมหาเรื่องเล่า?) คือ ปฏิเสธการมองว่า "มีเรื่องเล่าอะไรสักอย่างที่เหนือกว่าเรื่องเล่า อื่นๆ" (คือ Singularity Theory หรือ Grand Unify Theory ก็มีค่า เท่ากับ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า เพราะ ทุกสิ่งล้วนเป็น narrative เหมือนกัน - นี่คือหลักคิดเบื้องต้นของ Post Modernism)

แต่ "สำหรับผม" ในประเด็นนี้ ที่ผมบอกว่า "เราต้องสร้างสิ่งเสมือนศาสนาของเราเอง" ขึ้นมา ก็คือการ สร้าง Metanarrative สำหรับเราเอง (ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิด Post Modern)

นั่นคือ ผมไม่คิดว่า “การนับถือศาสนาแบบตั้งป้ายให้ตัวเอง โดยไม่เปิด หรือเปิดให้ชุดความคิดอื่นๆ ก่อน จะได้ศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”...และที่สำคัญผมไม่ได้ไม่นับถือศาสนาเพราะว่ามันเท่ห์ห่าอะไร แค่ “กูเชื่ออย่างนี้ของกู” และจะมองว่าผมเป็นลักษณะ “พหุศาสนา” (นับถือหลากศาสนา) ก็คงไม่ได้ด้วย เพราะบางชุดความคิดที่ผมนับถือนั้น ไม่ได้มาจากศาสดา หรือศาสนาใดเลย แต่มาจากปราชญ์ มาจากนัก วิชาการ มาจากนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่ผมเห็นว่ามันมีค่าควรแก่การนับถือ และมันคือ “สิ่งเสมือน ศาสนา” สำหรับผม

ด้วยความเคารพ


edit @ 6 Aug 2008 16:03:02 by fallingangels

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

--- ประเด็นนี้ เวลาแลกเปลี่ยน ขอย้ำอีกครั้งว่า ---

บนเหตุ และผลนะครับ...อย่ามาด้วยอารมณ์ และแรงขับทางศาสนานะครับ

ขอบคุณครับ

ด้วยความเคารพ

#1 By fallingangels on 2008-06-25 21:06

คนเราแต่ละคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราจึงไม่สามารถที่จะห้ามความคิดใครได้
ดังนั้นจึงมีศาสนามากมายในโลกใบนี้...sad smile

#2 By Lovelyjay on 2008-06-25 21:28

เรื่องศาสนามากมายในโลกนี้ กับความเห็นที่แตกต่างนั้นแน่นอนครับ

แต่น่ารันทดที่ วัฒนธรรมประเภทนี้ "ไม่ยอมเปิดรับ" คนที่คิดเห็นแตกต่างว่า "ไม่นับถือศาสนา" เนี่ยสิครับ

ด้วยความเคารพ sad smile

#3 By fallingangels on 2008-06-25 21:58

ผมเป็นคนพุทธ แต่ผมก็เอาส่วนดีของหลายๆศาสนามารวมกันเชื่อนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเชื่อพุทธ เพราะบ่อยครั้งผมมักเจอหลายเหตุการณ์ที่เหตุผลทางพุทธทำให้คิดแล้วสบายใจในเชิงหลุดพ้นจากทุกข์โดยที่แก้ได้จากตัวเรา ไม่ต้องพึ่งใคร

บางทีผมก็ไม่มองว่าพุทธเป็นศาสนาเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นการที่ทำให้เรารู้ขั้นตอนของธรรมชาติที่มันเป็นของมันอย่างนั้นแหละ แต่เราไปแต่งเติมมันต่างๆ นานา

ที่ผมมาพูดเรื่องพุทธ ไม่ใช่ว่าจะมาเสนอให้นับถือนะครับ แ่ต่ผมว่าเป็นแนวคิดที่เหมาะกับคนไม่นับถืออะไรเลย เพื่อเอาไปคิดครับ confused smile

#4 By ฟิวส์ on 2008-06-25 23:16

ประเด็นนี้คิดคล้ายๆกัน
โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มีวาทกรรมแฝงอยู่ประมาณว่า "คนทุกคนต้องนับถือศาสนา"
แล้วสิ่งที่เวรกรรมที่สุดของสังคมไทยคือ เมื่อคิดว่าศาสนานี้ดีที่สุดปั๊บ ก็แทบจะตัดขาดการศึกษาศาสนาอื่นไปเลย (เช่นการติดกรอบว่า เมื่อฉันเป็นพุทธ ฉันก็จะปฏิเสธศาสนาอื่นที่นับถือพระเจ้า บลาๆ)

ล่าสุดนี่ก็ตลกดี มีคนออกมาชม "ชารอน สโตน" ในรายการธรรมะ(ตอนเช้าๆ ที่ผมก็ตื่นไม่ค่อยจะทัน) บอกว่าเธอเป็นคนดีและน่ายกย่องที่เผยแพร่หลักธรรมของศาสนาพุทธ
ด้วยการพูดว่า "แผ่นดินไหวที่ประเทศจีน เป็นผลกรรมที่จีนทำไว้กับทิเบต"....

อืมมม "นี่หรือเมืองพุทธ" (55555)

ประเทศไทยนี่เป็นเมืองพุทธแบบแปลกๆนะ กรั่กๆๆ

#5 By nanoguy on 2008-06-25 23:23

ผมจะดูสิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือ อะไรเป็นอย่างนั้น
เช่น

เอาหัวโขกหิน ก็ต้องเจ็บ

และ "บังเอิญ" ศาสนาพุทธหลักการมาตรงกับการอธิบาย FACT พอดี ก็เลยเลือกครับ

ส่วนเรื่องเทวดา เวทย์มนต์ ปาฎิหารย์อะไร "ไม่มีหลักฐานว่ามีจริง" แต่ "ก็ไม่มีหลักฐานว่าไม่มีเหมือนกัน" ดังนั้นก็ไม่ต้องไปยุ่งมัน

เราสู้เอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตดีกว่า :)
เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าหยิบ ใบไม้มาแล้วบอกว่า สิ่งที่คนรุ้มีแค่กำมือนี้เท่านั้น ที่เหลือยังมีอีกมากที่เราไม่รุ็ว่าเราไม่รู้ เมื่อไม่มีแก่นสาร ก็ไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจเหมือนมันน่ะครับ

แต่ไม่ได้บอกว่าดีที่สุดนะครับ เพราะพอดีว่าทางพุทธแค่นำเสนอข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นอะไร และถ้าอยากทำแบบนั้นต้องทำอย่างไร จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าทำก็ได้สิ่งนั้น แค่นั้น ที่เหลืออยู่ที่วิจารณาณของผู้ปฏิบัติเองน่ะครับ

บางอย่างเช่น พระอินทร์ โน่นนี่อะไรนี่ ผมไม่รู้ว่ามีจริงรึเปล่า แต่ก็อย่าประมาท อย่าไปยุ่งเสียดีกว่า เราอยู่ส่วนเราไป ไม่ควรเสี่ยงกับสิ่งที่มองไม่เห็น

เพราะเรื่องในจักรวาลมีทั้ง
-เรื่องที่รุ้ว่ารุ้แล้ว
-เรื่องที่รู้ว่าไม่รู้
-เรื่องที่ไม่รุ้ว่ารุ้
-เรื่องที่ไม่รู้ว่าไม่รู้

และอันที่ 4 นี่แหละ ที่คนไม่รู้เลยว่าตัวเองไม่รู้ = มันมีไอ้งี้ในโลกด้วยเหรอวะ?? ประมาณนั้นน่ะครับ

แต่เสียดาย ที่พุทธในไทยเดี๋ยวนี้งมงายมากๆ ใส่ความคิดว่าคนกลุ่มหนึ่งคือ พระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด หลักฐานก็ไม่มีอะไรเลย(ขอไม่เอ่ยชื่อว่าใคร คุณเทวดาคงรุ้ดี อิๆๆๆ)

และมันเป็นเรื่องของการกลืนศาสนาน่ะครับ นั่นคือ พราหมณ์เข้าครอบงำพุทธและบอกว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระนารายณ์ปางที่ 9 ไปเสียนั่น....(ทังที่คำว่า ปรินิพพานแปลว่าไม่เกิดอีก เป็นไปไม่ได้แน่นอน) และอีกอย่างนึงที่ยิ่งเป็นไปไม่ได้คือ

พระพุทธเจ้าเป็นคนบอกเองว่า ถ้าคนอาบน้ำในแม่น้ำคงคาแล้วหายบาป งั้นพวกปูปลาหอยก็ไม่บาปเช่นกัน ทำนองนั้น มันขัดกันชัดๆเลย ไม่มีทางเกี่ยวกับพราหมณ์ได้เลยครับ


แต่เนื่องจากว่าแก่นแท้ของพุทธที่สอนให้มอง "~อะไรเป็นอะไร" เริ่มหายไปแล้ว ผมก็ได้แต่ปลงครับ

ทุกอย่างบนโลกนี้ ไม่มีทางเท่าเทียมอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะำพร่ำบ่น เพราะผมชอบความคิดที่ว่า ตัวเราเอง ที่เป็นคนกำหนดชะตาทุกอย่าง

สรุปสั้นๆ

พุทธเน้น know-how แต่อื่นๆส่วนมากเช่นคริสต์เป็น how to ครับ

know-how รู้ไว้งั้นไปปฏิบัติตามวิจารณญาณเอาเอง
how to ทำๆไป ชีวิตดีแน่ื อย่าสงสัย ศรัทธาก็พอแล้ว

ซึ่งก็ต้องแล้วแต่เราว่าจะเลือกแบบไหนครับ

แต่ขอให้เราอยู่ในสังคมได้ โดยที่เรามีความสุขเองก็พอแล้ว
big smile
ก่อนอื่นใด ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยแลกเปลี่ยนในกรอบว่า บนหลักเหตุ และผลครับ ไม่ใช่แรงขับทางอารมณ์จากศาสนา (บอกตรงๆ ผมกลัวๆ อยู่กับการลงบทความลักษณะนี้ใน exteen เพราะประเด็นอ่อนไหวมากทีเดียว)

---------------

เรื่องของ "สิ่งพิสูจน์ไม่ได้" นั้นผมมองว่า มีทุกศาสนานะครับ (อาจรวมไปถึงอีกหลายๆ ชุดความคิดที่ไม่ใช่ศาสนาด้วย)

แน่นอนว่าพุทธอาจจะมีน้อยกว่าศาสนาคริสต์ พราหมณ์ หรืออิสลาม แต่ในทางเดียวกันผมก็ไม่มองว่าพุทธมีเรื่องลักษณะนี้น้อยกว่าขงจื๊อ หรือปรัชญาของเพลโตนะ

ศาสนาคริสต์, อิสลาม, พราหมณ์-ฮินดู, ฯลฯ หลักๆ ของสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่ "พระเจ้า" ครับ และเรื่องราวต่างๆ "รอบๆ พระเจ้า"

ส่วนศาสนาพุทธ "สิ่งพิสูจน์ไม่ได้" คือสิ่งรอบๆ ตัวศาสดาเองเช่นกันครับ เช่น เกิดมาเดินได้ 7 เก้า มีดอกบัวมารองรับ, มีพญานาคมาบังฝนตอนจะตรัสรู้, พระแม่ธรณีบิดมวยผม, ฯลฯ

มีไม่น้อยครับ...แต่สิ่งที่ผมบอกว่าเราพึงดู คือ "หลักคิด" ครับ คือตัดเรื่อง "พิสูจน์ไม่ได้" ต่างๆ ออกไป เอาเฉพาะเรื่องที่เป็นหลักการคิด หลักการดำรงชีวิตจริงๆ

ผมไม่มองว่ามีเฉพาะศาสนาพุทธ หรือศาสนาใดๆ ที่เหนือกว่าศาสนาอื่น แต่ต้องเอามา Divide and Combine ดังกล่าวมา และต้องก้าวผ่านขอบเขตของศาสนา ไปจนถึง "ชุดความคิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ศาสนาด้วย" เช่นของโสกราติส, เพลโต, ไอน์สไตน์, ฯลฯ

ผมมองของผมงี้นะครับ

ด้วยความเคารพ

#7 By fallingangels on 2008-06-26 00:24

ผมชอบแนวคิดนี้ของ จขบ.นะครับ

ทุกวันนี้ผมนับถือพุทธก็จริง เพราะนับถือพุทธมาตั้งแต่เกิด และพอโตขึ้นมา หลักธรรมหลายๆข้อก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่จริง ผมก็เลยไม่เปลี่ยนศาสนาครับ

ถึงผมจะไม่ได้ศึกษาหลักศาสนาอื่นเพิ่มเติมมากเท่าไหร่ แต่ผมก็ชอบรับแนวคิดอื่นๆเข้ามาเรื่อยๆ บางอย่างออกจะไปทางแนวคิดพวกปรัชญาของจีนด้วยน่ะครับ

ชอบที่จขบ.เปรียบเทียบว่าศาสนาเป็น"ชุดความคิด"ครับ ดูเป็นอะไรที่ตรงตัวดี confused smile

และเห็นด้วยกับ ที่พิมพ์ไว้ในRep3มากๆเลยล่ะครับ หลายๆคนโลกนี้ยังไม่เปิดรับความคิดที่แตกต่างจากตนเอง และไปตีตราว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งๆที่ในทางปฎิบัติแล้วก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าใครจะประพฤติตนได้ดีกว่ากัน

ขอแปะดาวให้ครับ Hot!

#8 By SkyKiD on 2008-06-26 01:19

ไม่น่าเชื่อว่าจักมีคนคิดเช่นผมด้วย ผมเองเป็นคนที่ไม่ได้นับถือพุทธแบบเต็มตัวเต็มตนน่ะ แต่ผมยึดคำสอนบางอย่างของพุทธะเพราะดูแล้วดีมาก เช่น กาลามสูตร ทางสายกลางไม่ตึงไม่หย่อน ร่วมเข้ากับแนวคิดปรัชญาหลายสำนัก ไม่เบียดเบียนดูถูกศาสนาอื่นหรือคนไร้ศาสนา อันนี้ตรงใจ ให้ดาวHot!

#9 By พ่อมดขาว on 2008-06-26 08:46

เรื่องปาฎิหารย์ต่างๆของพุทธ พวกนาคปก หรือเกิดมามีบัวรองรับ เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เติมแต่งเพื่อ "โน้มน้าว" ให้คนสมัยก่อนเลื่อมใสศรัทธาเท่านั้นเองครับ

เพราะอย่างนิกายมหายานนี่ พระพุทธองค์ยังอยู่บนสวรรค์อยู่เลย(พระยูไลนั่นแล) .... ทั้งที่ปรินิพพานควรจะไม่ผุดไม่เกิดอีกแล้ว

ก็เพื่อให้คนหันมานับถือ และประกอบกศล ความดี(สิ่งที่ทำแล้วเกิดผลที่ดีต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น) เท่านั้นแหละครับ

แต่ถ้าดูให้ดี มันเป็นกุศโลบายการเ่ล่าเรื่องด้วยนะ

อย่างมีบัวรอง 7 ก้าว ก็แปลว่าจะสั่งสอนไป 7 แคว้น
มีพระแม่ธรณีบีบมวยผมและซัดพญามาร ถ้าดูดีๆ พญามารคือ กิเลสในจิตใจของพระพุทธเจ้านั่นเองครับ และตอนที่มีผู้หญิงสาามคนมายั่วพระพุทธเเจ้า สังเกตมั้ยครับว่าชื่อของนางทั้งสามนั้น ตรงกับชื่อกิเลสตัณหาที่มนุษย์มีอยู่ เป็นการเล่าเรื่องแบบอ้อมๆโดยใส่ปาฎิหารย์ไปแทน ให้ดูน่าติดตามมากขึ้นครับ

แต่ใน Animation นี่แหละที่ดันเน้นปาฎิหารย์เกิดไปจนดูไม่ใช่พุทธแท้เลย (~แต่สงสารคนทำนะ ที่ทุ่มกายถวายชีวิต )

ส่วนเรื่องศาสนาอื่นผมไม่ทราบอะไรมากเลยไม่พูดถึงละกัน
แต่ช่วงนี้ คนคริสต์หันมาเล่นโยคะ นั่งสมาธิมากขึ้นนะ เพราะไม่ได้ขัดอะไรกับหลักของเค้า แค่การปฎิบัติมันดีต่อสุขภาพเท่านั้นเอง
big smile
ดีครับ...

คิดต่าง คิดแปลก ไม่ได้แปลว่าผิด

มุมมองที่กว้่่่างที่ทำให้คิดอะีไีรมากขึ้น

สำหรับผม นับถือ Catholic

แต่ผมคิดว่า ผมเอาแต่หลักมาเหมือนกัน...


ความรักเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องอยู่บนความพอดี

ผมโตในเมืองพุทธ โชคดีที่การเบียดเบียนไม่มาก..

อย่างน้อยก็ คริสต์กินได้ทุกอย่าง ^^

#11 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-06-26 13:59

ที่ผมจะตอบไม่เกี่ยวกับประเด็นศาสนา

แต่เกี่ยวกับการกระทำของเจ้าของบล๊อกมากกว่า

ขอยก มา 2 ประโยค

[และในตอนแรกโน้ต ได้พูดถึง “คนที่ไม่นับถือศาสนา ในลักษณะว่าเป็นพวก หลงผิด ต้องการทำเท่”...ทำให้ผม (ในฐานะคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคนหนึ่ง) พาลเกิดความรู้สึกเป็นเดือด เป็นร้อนขึ้นมา ว่า “กูไม่ได้ ไม่นับถือศาสนาเพราะต้องการเท่โว้ย”]

กับ

[ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า "โดยมากแล้วผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ (อย่างจริงจัง - นับถือที่ เนื้อหา) ก็ไม่ได้ใส่ใจศึกษาปรัชญาของศาสนาอื่นมากเท่าศาสนาพุทธ และเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้กับ ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย"]


ผมว่าถ้าคุณเดือดร้อนกับการถูกกล่าวหาก็อย่าไปกล่าวหาคนอื่นดีกว่าครับ

ครูอาจาร์ยที่ระดับสูงๆ เขาต้องศึกษาทุกศาสนาครับ
อย่าง ท่าน พุทธทาส ลองไปศึกษาดูก็จะทราบว่ามีงานเขียนถึงต่างศาสนาด้วย

----------------------------------------------

อีกประเด็นนึง

[และมันคือ “สิ่งเสมือน ศาสนา” สำหรับผม ]

ถ้าไม่จำเป็น ผมว่าไม่สร้างคำใหม่น่าจะดีกว่า

ตามพจนานุกรมคำว่า ศาสนา แปลตามนี้ครับ

ศาสน, ศาสนา [สาสะนะ, สาดสะนะ, สาดสะหฺนา] น. ลัทธิความเชื่อถือ
ของมนุษย์อันมีหลัก คือแสดงกําเนิดและความสิ้นสุดของโลก
เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรม
เกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อม
ทั้งลัทธิพิธีที่กระทําตามความเห็นหรือตามคําสั่งสอนในความ
เชื่อถือนั้น ๆ. (ส. ศาสน ว่า คําสอน, ข้อบังคับ; ป. สาสน).

ตามคำแปล ถ้ายังไม่มีถึงขั้นพิธีกรรม หรือ ตั้งเป็นลัทธิ มันก็ยังเป็น "ความเชื่อ" เฉยๆ น่ะแหละครับ


---------------------------------------

ส่วนเรื่องความเชื่อ ผมคิดว่าแต่ละคนมีความเชื่อต่างกัน
แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งทำสิ่งที่ไม่ดีใส่เรา แล้วเราก็ทำแบบเดียวกันตอบโต้เขา(หรือคนอื่น)กลับไป
มันไม่น่าจะเป็นความเชื่อที่ดีนะครับ

เรื่องนึงสำหรับศาสนาคริสต์ที่ผมยอมรับก็คือ


[คำสอนหนึ่งพรเยซูทรงสอนที่นับถือว่าสำคัญมาก ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็น “กฎทองคำของคริสต์ศาสนา” (Golden Rule) ก็คือ

..........................."จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนอย่างที่เราต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา”]
อ่านของคุณ sio แล้วจับประเด็นไม่ถูก

ผมคิดไม่ออกว่าการออกมาชี้แจงว่าตัวเองไม่ได้ไม่นับถือศาสนาเพราะต้องการดูเท่ นั้นเป็นการกล่าวหาใครตรงไหน ขณะเดียวกันผมก็เห็นด้วยอีกว่าคนพุทธส่วนใหญ่ รู้ศาสนาอื่นน้อยมาก คริสต์กับอิสลามก็โดยนัยเดียวกัน

การยกท่านพุทธทาสมาเป็น counter example คงไม่ใช่ เพราะบทความกล่าวถึงคนธรรมดา ไม่ใช่นักศาสนาชั้นครู

#13 By house on 2008-06-26 14:52

....ไม่ได้เห็นดีเห็นงาม หรือแย้งกับเรื่องการ "ไม่นับถือศาสนา" ของเจ้าของบล็อค
....แต่อยากบอกว่า
"ชีวิตของคุณ"
"ความคิดของคุณ"
"ดีชั่วก็ของคุณ"
....ไม่ว่าอะไรก็ของคุณเองทั้งสิ้น!

....ฉะนั้น! เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์เสรีครบถ้วนที่คุณจะคิดทำอย่างไรก็ได้ (ที่ไม่เดือดร้อนใคร)
....ใครจะมาตัดสินก็ไม่ต้องสนใจ....เพราะเค้าไม่ใช่คุณ!
....ยิ่งคำพูดของดาราหนึ่งคน....ยิ่งไม่ต้องใส่ใจเลยซักกระพีกเดียว!
(ปล....ส่วนตัวแล้วนับถือพุทธและชอบศาสนาอื่นด้วยเช่นกัน....แต่ที่รังเกียจคือคนในทุกศาสนาที่พยายามยัดเยียดศาสนาให้คนอื่น)
'block cool!'

#14 By BOB_SPOKESMAN OF BROKU on 2008-06-26 16:59

[ผมคิดไม่ออกว่าการออกมาชี้แจงว่าตัวเองไม่ได้ไม่นับถือศาสนาเพราะต้องการดูเท่ ]

นี่คือส่วนที่คุณแสดงออกว่า"ถูก กล่าวหา"

[โดยมากแล้วผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ (อย่างจริงจัง - นับถือที่ เนื้อหา) ก็ไม่ได้ใส่ใจศึกษาปรัชญาของศาสนาอื่นมากเท่าศาสนาพุทธ]

ส่วนท่อนนี้คือ "คุณกล่าวหาคนอื่น"

ถ้าไม่นับท่านพุทธทาส ผมก็ยกตัวผมละกันครับ (ตอนแรกไม่อยากยกอย่างเป็นตัวเอง)


ผมก็ศึกษาทุกศาสนาในแขนงของปรัชญา เท่าๆกัน
แต่เน้นทางเอเซียมากหน่อย เต๋า ขงจื้อ เซน พุทธทั้งมหายานและหีนยาน
ส่วนคริสต์และอิสลาม ก็ศึกษาบ้าง ไม่ใช่ไม่ใส่ใจศึกษา แต่จริตไม่ค่อยตรง

ส่วนคนแบบผมจะมีมากมีน้อยคงบอกไม่ได้
เพราะผมไม่กล้าจะบอกว่ามีมากน้อยเท่าไหร่
แต่ถ้าเจ้าของบล๊อกมีข้อมูลมายืนยัน ผมคงยอมรับได้ครับ

ประเด็นของผมคือ คุณจะอธิบายเรื่องของคุณก็ไม่แปลก
แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะยกคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างถึงอย่างไม่เป็นธรรมครับ

เหมือนกับที่ผมไม่เห็นด้วยที่คุณโน๊ตอุดมจะอ้างถึงคนไม่มีศาสนา

ถ้าอุปมา ก็คือมีคนมาตบหน้าคุณ คุณคงไม่สามารถอ้างสิทธิในการตบหน้าคืนได้
ผมว่าหนทางที่ดีที่สุดก็คือ ยึดทางสายกลางครับ
เราเห็นว่าศาสนาพุทธนี้ดี เราก็ยึดหลักคำสอน ส่วนการไหว้การสวดมนต์นั้นถือเป็นพิธีกรรมทางศาสนาครับ เราไม่ชอบเราก็ไม่สนใจในส่วนนั้น
อีกด้านนึงเราก็ไม่ยึดติดว่าจะต้องศาสนาพุทธเท่านั้น ทำให้เราเปิดใจตัวเองออก ยอมรับคำสอนของศาสนาอื่นๆได้

สุดท้ายแล้วศาสนาทุกศาสนาผมเชื่อว่ามีคำสอนไปในทิศทางเดียวกันหมดครับ

#16 By Rico on 2008-06-26 17:12

ผมก็คล้ายๆกันครับ รู้สึกว่าความเชื่อเริ่มหันไปทางที่ผิด
ผมยังไม่เรียกว่าเลิกนับถือศาสนาครับ แต่เลิกสนใจด้านพิธีของศาสนาพุทธ
และไปสนใจหลักธรรมมากกว่า ที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้จริง
อะไรดีก็รับไว้ครับอย่างความเป็นภารดรภาพของชาวคริสต์ก็ดี
ผมเชื่อว่าถ้าเลิกมองความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลจะให้เราข้ามพรมแดนของวัฒนธรรมได้

#17 By Aria (124.122.197.251) on 2008-06-26 20:04

" แต่ "สำหรับผม" ในประเด็นนี้ ที่ผมบอกว่า "เราต้องสร้างสิ่งเสมือนศาสนาของเราเอง" ขึ้นมา ก็คือการ สร้าง Metanarrative สำหรับเราเอง (ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิด Post Modern) "

ตรงนี้ออกจะ งง เล็กน้อยครับว่า การเก็บเล็กผสมน้อย mix ความเชื่อ ให้ชุดความเชื่อของตัวคุณเองนั้น มัน ตรงข้าม กับ Post Modern ตรงไหน

หรือว่า (ผมคิดว่า ) ที่จะสื่อก็คือ มันไม่เหมือนกับ แนวคิด post ก็ตรงที่ post มันไม่ต้องการที่จะสร้าง narrative อันใหม่ ซึ่งเกิดจากการที่มันเองเข้าไป Deconstruct อันเก่า แต่คุณว่า การเลือกรับแนวคิดของคุณ คือ การสร้างขึ้นมาใหม่

(เอ๋ ผมเข้าใจถูกป่าวหว่า embarrassed )

#18 By hongsoo on 2008-06-26 20:06

เรียนคุณ sio ครับ

ผมไม่ได้บอกว่า "คนที่นับถือพุทธ" จะไม่ศึกษาศาสนาอื่นๆ หรือแนวคิดอื่นๆ นะครับ แต่ผมบอกว่า:

เรา ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า "โดยมากแล้วผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ (อย่างจริงจัง - นับถือที่ เนื้อหา) ก็ไม่ได้ใส่ใจศึกษาปรัชญาของศาสนาอื่นมากเท่าศาสนาพุทธ และเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้กับ ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย

แปลตามตัวอักษรครับว่า

1. "ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นพุทธ" เป็นดังกล่าวมา

2. ต้องกล้ารับความจริงครับว่า คนที่ตั้งป้ายว่าตนเองเป็นพุทธนั้น "โดยมาก" ศึกษาเรื่องศาสนาอื่นๆ "น้อยกว่า" (ไม่ได้แปลว่าไม่ศึกษาเลย) ครับ

งานของท่านพุทธทาสนั้น ผมเคยอ่านครับ (และชื่นชมในระดับหนึ่งทีเดียว) และทราบเช่นกันครับว่า ท่านพุทธทาสเคยศึกษางานศาสนาอื่นอยู่ด้วย

"แต่ต้องยอมรับครับ ว่าแม้แต่ท่านพุทธทาสเอง ก็ศึกาางานของศาสนาพุทธ มากกว่าที่ท่านศึกษาคริสต์ หรืออิสลาม"

...จริงๆ ไม่ต้องมองไกลหรอกครับ มองแบบยอมรับความจริงเถิด (ผมเข้าใจว่าศาสนาพุทธที่ท่านนับถือนั้นเอง ก็สอนให้ยอมรับความจริง ยอมรับในเหตุแห่งทุกข์ แล้วนำมันมาแก้ไข...ไม่ใช่เบี่ยงเบนประเด็นนะครับ)

ลองมองอย่างไม่ "เข้าข้างตัวเอง" นะครับ มีกี่คนที่คุณรู้จักครับ ที่นับถือศาสนาพุทธ แล้วได้ลองเข้าโบถส์คริสต์ หรือมัสยิดอิสลาม มากเท่ากับที่ได้ไปฟังธรรมะในวัดพุทธ...มีสักกี่คนกันครับที่เป็นพุทธ แล้วอ่านหนังสือเกี่ยวกับคริสต์ หรือหนังสือแนวคิดศาสนาอิสลาม มากเท่าที่ศึกษาศาสนาพุทธครับ???"

ผมมองว่า "ความจริง" ในลักษณะนี้ "พึง" ยอมรับได้นะครับว่า "คนส่วนใหญ่ ที่นับถือศาสนาใด ก็นิยมศึกษาเนื้อหาของศาสนาตนมากกว่าศาสนาอื่น"

ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ผิดนะครับ แค่เสนอว่า เป็นการดีกว่าไหมที่เราจะลอง widening ความคิดตนเอง ด้วยการศึกษาทุกๆ "ชุดความคิด" อย่างลึกซึ้งทัดเทียมกัน ไม่จำกัดกรอบตัวเองอยู่กับชุดความคิดที่ตนนับถือ "มากจนเกินไป"

ด้วยความเคารพครับ

#19 By fallingangels on 2008-06-26 20:20

ถึงคุณกรรมกรไซเบอร์ครับ

ผมคิดว่าการตีความลักษณะที่คุณว่ามานั้นก็เป็นไปได้ครับ

- ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพยายาม "ดึง" ความศรัทธา จากคนในยุคนั้น

- ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ธรรม แผ่ทั่ว 4 แคว้น"

แต่เช่นเดียวกันครับ...เราก็ "อาจ" ใน approach เดียวกันกับศาสนาอื่นๆ ได้ เช่น

- อาจบอกได้ว่าคริสต์นั้นใช้ประเด็นเรื่องพระเจ้าเป็นหลักในการดึงความศรัทธา แต่หลักธรรมอันเป็นหัวใจจริงๆ คือ "หลักความรัก ความสามัคคีต่อเพื่อมนุษย์" ฯลฯ ในลักษณะเดียวกันกับศาสนอื่นๆ (แค่ "อาจ" มองได้นะครับ ท่านๆ คริสต์ ผู้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าขอได้อย่าเพิ่งพิโรธนะครับ)

...หรือเราอาจตั้งคำถามกลับได้ว่า เช่นนั้น ทำไมลัทธิขงจื๊อ จึงมีเรื่อง "ไม่อาจพิสูจน์ได้" น้อยกว่าพุทธ ฯลฯ

ผมมองว่า เราไม่อาจใช้ "ปริมาณของสิ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้" มาเป็นเครื่องชี้วัดความน่าเชื่อถือของศาสนานะครับ น่าจะดูกันที่สิ่งที่เราคิดว่าเป็น "แก่นหลัก" กันตรงๆ เลยมากกว่า

ด้วยความเคารพ

ปล. กรณีมหายานนั้น พระยูไล (พระพุทธเจ้า) ไม่ได้กลับชาติมาเกิดแล้วครับ อยู่บนสวรรค์ เป็นองค์ยูไลเช่นที่เป็นนั้นแล

แต่ที่มีคนอื่นๆ (พระโพธิสัตว์อื่นๆ) นั้นคือ มหายานเชื่อว่า "พระพุทธเจ้าสามารถมีได้หลายคน" ครับ คือสามารถผ่านการตรัสรู้ (ซึ่งต่างจากการ "บรรลุอรหันต์") ได้หลายคนไม่จำกัดอยู่ที่องค์ตถาคตเท่านั้น

แต่นิกายหินยานนั้น เชื่อว่ามีเฉพาะองค์ตถาคตเท่านั้นที่ "ตรัสรู้" ได้ แต่ "ไม่จำกัด" จำนวนผู้บรรลุอรหันต์ครับ...ซึ่งสองอย่างนี้ต่างกันครับ

#20 By fallingangels on 2008-06-26 20:30

ผมเองเห็นว่า ศาสนาเป็นมรดกหนึ่งที่พ่อกับแม่สืบทอดให้ลูก ปลูกฝังให้ลูกครับ

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีศาสนา แต่เมื่อเราโตพอที่จะเรียนรู้เรื่องของหลักการณ์และเหตุผล จึงตัดสินใจตามทางของตัวเองได้

ผมเองเลือกเชื่อในหลักของเหตุแหละผลครับ ออกแนววิทยาศาสตร์? เช่น ถ้าเราทำชั่ว ก็จะเกิดแรงผลักดัน โกรธแค้นจากผู้ที่เดือดร้อน และนี่ก็คือเหตุแห่งกรรมทางศาสนาพุทธเป็นต้น

อะไรที่ไม่มีเหตุผลรองรับ ผมก็ไม่ค่อยให้ความสนใจละครับ ออกแนว "ไตรตรองเองก่อน ถ้าไม่สมเหตุสมผล ก็ไม่เชื่อ ไม่ทำตาม" ฉะนั้น ผมจึงไม่คล้อยตาม เวลาคนเฮละโลไปบูชา กราบไหว้ เพื่อนชวนไปโบสถ์ ฯลฯ เพราะรู้สึกมั่นใจในเหตุผลของตัวเองมากกว่าการชักจูงของคนอื่น

แต่เอาเข้าจริงๆ นี่อาจจะเป็นแค่ความเห็นขวางโลกอันหนึ่งก็ได้

#21 By on 2008-06-26 20:56

เรียนคุณ hongsoo ครับ

ขออภัยจริงๆ ครับที่อ่านแล้วอาจจะงง เพราะผมเขียนไม่เคลียร์เองครับ...เพราะไม่ได้คิดว่าจะทำประเด็น

เรื่อง post-modernism อย่างตรงๆ น่ะครับ...ขอเริ่มอธิบายนะครับ

--> โดยปกติ post-modernism นั้นจะมองว่า "ชุดความคิดทุกๆ อย่างนั้นล้วนมีศักดิ์เท่าเทียมกันหมด" คือ

ทุกๆ ชุดความคิดล้วนแต่เป็น Narrative (เรื่องเล่า) เท่านั้น

--> นอกจากนี้ post-modernism นั้นยังบอกอีกว่า ใน The Modern World (โลกสมัยใหม่) นั้นเราถูกครอบ

งำด้วยชุดความคิดหลักอย่างหนึ่ง ที่เป็นคำอธิบายที่ถูกให้ความเชื่อเหนือกว่าชุดความคิดอื่นๆ นั่นก็คือ

Scientific Method (หรือ กระบวนการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์) โดย post-modernism เรียกชุดความคิดที่

เหนือกว่าชุดความคิดอื่นๆ ว่า Metanarrative หรือ Grand Narrative (เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่) โดย post

-modern บอกว่า "เราต้องทำลายมัน" (เพื่อให้ทุกอย่างเท่ากัน กลายเป็น narrative เหมือนกันทั้งหมด)

พูดง่ายๆ อย่างเป็นภาาาไม่วิชาการนักก็คือ post-modern กำลังบอกว่า "เดี๋ยวนี้ อะไรๆ แม่งก็อ้างกันแต่

Scientific Methodๆ อ้างอยู่ปาวๆ เรื่องอื่นๆ ไม่สนเป็นขี้หมูขี้หมา...คิดอย่างงี้ พวกมึงอ่ะผิดแล้ว"


(ประมาณนี้แล)

ตัวอย่าง

post-modern เชื่อว่า: คำทำนาย, การพยากรณ์, ความเชื่อ, การเดา, นิทานกระต่ายกับเต่า มีค่าความน่าเชื่อ

ถือไม่ต่างจากทฤษฎีสัมพันธภาพของไอนสไตน์ เพราะไม่ว่าจะอะไรก็ล้วนแต่เท่าเทียมกัน ในฐานะที่เป็น

Narrative เหมือนกัน...แต่ post-modern บอกเราว่า Modern World เอาแต่ให้ค่าความเชื่อถือกับทฤษฎี

สัมพันธภาพ เหนือการดูดวง ฯลฯ

---------------------------------------
ทีนี้ลองมาดูเทียบกับสิ่งที่ผมพล่ามๆ อยู่บนบล็อกนะครับ

--> ตอนแรก ผมบอกให้เรา follow ตามกระบวนการของ post-modern ครับ นั่นก็คือ ให้ "สลาย" ให้ทุกๆ

ความคิด ทุกๆ ศาสนา ลงมาเท่ากันก่อน คือให้ พุทธ, คริสต์, อิสลาม, เต๋า, ขงจื๊อ, เพลโต, โสกราติส, ฯลฯ

ให้ลงมา อยู่ในสถานภาพของ Narrative มิได้ต่างกัน (ค่าความเชื่อถือเท่าๆ กัน)

--> ต่อมาหลังจากที่เราสามารถ "คัดเลือก" ชุดความคิดที่เราจะนำมายึดถือ ศรัทธาได้แล้ว (นั่นก็คือ เราได้

สร้างชุดความคิดมาใหม่ชุดหนึ่ง จากการเอาหลายๆ ชุดมาแยก แล้วก็กองๆ มันใหม่รวมๆ กัน ให้เป็น

ชุดความคิดที่เหนือกว่าชุดความคิดอื่นๆ ที่เราคัดทิ้งไปแล้ว
) นั่นแปลว่า เรากำลังสร้าง

Metanarrative สำหรับเราเองขึ้นมาครับ...ซึ่งในจุดนี้ post-modern เห็นว่าไม่ควรมี


กล่าวโดยสรุปคือ ผมนำแนวคิด post-modern มาสร้างสิ่งที่ post-modern พยายามจะทำลายครับ

ด้วยความเคารพ

ปล. ขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่นับถือโพสต์นะครับ นอกจากจะไม่เห็นด้วยในตัวเนื้อหาแล้ว post-modern

ยังมีจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่นั่นก็คือ วันใดที่แนวความคิด post-modernism เป็นที่ยอมรับ และนำไปปฏิบัติกัน

ทั่วโลก เมื่อนั้น post-modernism จะกลายเป็น Metanarrative ที่ post-modern พยายามปฏิเสธอย่างหัว

เด็ดตีนขาดตลอดเวลา โดยตัวมันเอง
นั่นเอง

...ขออภัยนะครับที่อาจจะเขียน "หนักหัวชิบเป๋ง" ผมมีปัญญาเขียนได้เท่านี้จริงๆ อยากเขียนให้ดู "ซีเรียส"

น้อยกว่านี้ได้อยู่ครับ...

แฮ่กๆๆ เหนื่อยอยู่นะเนี่ย

#22 By fallingangels on 2008-06-26 21:37


ประเด็นที่ผมต้องการเตือนคือ “การกระทำที่ไม่ต่างจากคนที่ตนไม่ชอบใจ”


ถึงคุณจะบอกว่าเป็น ”ความจริง” แต่มันก็เป็นสิ่งที่คุณ “อนุมาน” ขึ้นมาเองทั้งหมด

การศึกษาของปรัชญาความเชื่อไม่ได้อยู่แค่ในกรอบของการไปวัดหรือโบสถ์

ส่วนตัวผมมีโอกาสได้อ่านไบเบิ้ลมากกว่าไตรปิฏก ด้วยซ้ำ

ยังไม่นับแนวคิดทางปรัชญาสายอื่นที่ศึกษา มากกว่า พุทธเยอะแยะ

แต่ผมเลือกนับถือพุทธเพราะ ความเลี่อมใสส่วนตัว

และถ้าถามผม ผมเชื่อว่าคนที่สนใจเรื่องศาสนาอย่างจริงจัง ในฐานะของปรัชญาความคิด ย่อมไม่ลังเลที่จะศึกษาศาสนาความเชื่อต่างๆอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่จำเป็นต้อง กระทำตามรูปแบบ(เช่นเข้าวัดเข้าโสถ์ของศาสนาอื่น)ก็ได้

ตัวอย่างเช่นเพื่อนชาวอิสลามของผมก็ศึกษาพุทธศาสนาในฐานะ วิชาพุทธศาสนา
หรือชาวบ้านอิสลามภาคใต้ มาสนทนาการเมืองกับพระสงฆ์ชาวพุทธ ในการสัมมนาครั้งหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้


ซึ่งผมไม่กล้าคิดหรอกครับว่าคนอื่นจะคิดเช่นไร เยี่ยงไร

ยิ่งถ้าบอกว่า “คนทั้งโลก” หรือ”ส่วนใหญ่” เป็นอย่างไรคิดอย่างไร ผมยิ่งไม่กล้าฟันธงลงไปเด็ดขาด

หากไม่ได้มีการตรวจสอบอันเป็นที่ยอมรับได้แน่นอน

เหมือนที่คุณโน้ตอุดมไม่เคยตรวจสอบคนไม่มีศาสนา แล้วไปว่าคนอื่นเขา



ย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้พูดประเด็นศาสนา


แต่ประเด็นคือ “การกระทำที่ไม่ต่างจากคนที่ตนไม่ชอบใจ”

ถ้าเป็นประเด็นทางศาสนา
ที่ผมจะบอกคงเป็น “จะพูดจะคิดอะไรที่ไม่จำเป็นก็หลีกเลี่ยงดีกว่า” ละมั้งครับangry smile

ส่วนคุณจะ mix&match ความเชื่ออะไรก็เรื่องของคุณครับ ผมไม่ได้จะไปขัดแย้งอะไร surprised smile

ชั้นเองก็เป็นคนนึงที่คนรอบข้างมองว่าไร้ศาสนา
และบางคนเองก็บอกว่าชั้นก็แค่ต้องการเป็นจุดสนใจ
แต่เท่าที่ชั้นคิดๆแล้ว ถ้าเราทำตามกฏหมายทุกอย่าง
ก็ระเบียบเรียบร้อยและประเทศชาติก็จะอยู่ในความสงบสุขได้ก็เท่านั้นเอง...

การที่เรามีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมันก็เป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าหาก
เกิดปัญหา เอาแต่ให้ศาสนาหรือพระเจ้าช่วยมันก็ได้อะไรขึ้นมา สู้ลงมือแก้ไขเองเลยไม่ดีกว่ามัวแต่นั่งสวดภาวนาขอให้พระเจ้าหรือศาสนาช่วยหรือ?

และบางที่ความรุนแรงในโลกก็มาจากความขัดแย้งทาง
ศาสนา(ไม่ขอพูดต่อนะคะ = =''เพราะมันเป็นเรื่องละ
เอียดอ่อน)

ไม่มีศาสนาแต่ทำปฏิบัติตนตามกฎหมายบ้านเมืองที่วาง
ไว้ ไม่สร้างความเดือดร้อนก็เพียงพอแล้วละคะ ^ ^

นานๆทีจะมีบทความแบบนี้บ้าง ชอบมากค่ะ

Hot! Hot! Hot!

ป.ล.ขออนุญาตแอดบล็อกนะคะ

#24 By Bellona Esperanza on 2008-06-26 21:40

เบียศาสนาพุทธค่ะ
แต่ไม่ได้เชื่อพุทธหมดทั้งร้อยเปอร์เซนต์
เบียก็สงสัยในบางอย่างเหมือนกัน
ศาสนาอื่นเบียไม่ค่อยรู้
แต่เบียก็ไม่บอกว่าศาสนาพุทธดีที่สุดค่ะ *-*

เคยเขียนสิ่งที่เบียคิดไว้อยู่ค่ะ...


ทำไมถึงเป็นคน?

http://reshavalentine.exteen.com/20080528/entry



เวรกรรม?

http://reshavalentine.exteen.com/20080529/entry

#25 By ~Resha-Valentine~ on 2008-06-26 22:35

re: post 24

เป็นความกรุณามากครับที่แอดบล็อกผม และขอบพระคุณสำหรับดาวครับ

ผมพยายามแวะตะเวณเยี่ยมเยีนอยู่ แต่คงไม่สามารถตอบทุกบล็อกได้ (บล็อกตัวเองก็พิมพ์ตอบจนเมื่อยแล้ว)

ด้วยความเคารพ

ปล. คุณเบียเป็นแฟนการ์ตูนเรื่อง RAVE ใช่มั๊ยครับ เห็นใช้ชื่อ รีช่า วาเลนไทน์...เรื่องเรฟ ตอนพ่อฮารุตาย กับตอนซิกฮาร์ทตาย (นั่งบนก้อนหินนั่น) เศร้าสุดๆ แล้ว

คาดว่าคงได้อ่านแฟรรี่เทลล์ด้วย...จริงๆ ผมอ่านการ์ตูนเยอะมาก ตอนแรกก็กะจะทำ Manga Review อยู่ แต่เห็นที่ exteen นี้คนนิยมทำเรื่อง การ์ตูนกันมากแล้ว ก็เลยปล่อยไปก่อน ไว้ว่างๆ มีอารมณ์ค่อยว่ากัน...แต่หากชอบ สามารถแลกเปลี่ยนได้นะครับ

...แล้วจะแวะเวียนไปอ่านตามลิ้งก์ที่แนะนำมาครับ...

#26 By fallingangels on 2008-06-26 22:53

ผมนับถือพุทธ แต่ก็ฟังและเชื่อในส่วนดีของศาสนาอื่นนะ
ไม่เห้นต้องแบ่ง ต้องกรอบกันเลยเนอะ

#27 By Leon~Z on 2008-06-26 22:55

Hot เลย ยินดีด้วยครับผม Hot! confused smile
555+

นานๆ ทีน่ะครับ ถึงจะได้มีฮ็อต...ของเก่าๆ บางชิ้น ยัง 1 comment อยู่เลย (ของท่านกรรมกรไซเบอร์ ที่กรุณาทนอ่านให้ผมนั่นล่ะครับ)

มีครั้งนี้ พอได้ฟลุ๊กกะเค้ามั่ง

ด้วยความเคารพ question

#29 By fallingangels on 2008-06-26 23:11

เรื่องศาสนานี่ต่างคนต่างความคิดนะคะ อยากเชื่ออะไรก็เอาเถอะ
แต่ไล่อ่านทั้งตัวบทความทั้งคอมเมนต์แล้ว ยังงงๆ อยู่เลยว่าคุณตั้งบทความนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร? เพื่อจะบอกให้โลกรู้ว่า "กูเชื่อของกูอย่างนี้" หรือเปล่า? หรือเพื่อโน้มน้าวให้บุคคลอื่นพิจารณาศาสนาในแนวทางเดียวกับคุณ? หรือเพื่อจะเสนอแนวทางใหม่ในการเลือกนับถือศาสนาเฉยๆ? หรือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุป? (แต่เท่าที่อ่านลักษณะการตอบคอมเมนต์...คงจะไม่ใช่) หรือว่า...อยากลงเอนทรี่เฉยๆ ไม่มีจุดประสงค์อะไรเป็นพิเศษ.......
ยังไงรบกวนช่วยชี้แจงจุดประสงค์แบบเข้าใจง่ายๆ ด้วยนะคะ (อีฟสติปัญญาทึบทึม อ่านแล้วงง แต่สนใจ...แหะๆ คุณอาจจะบอกจุดประสงค์ไว้แล้ว แต่อีฟไม่เข้าใจ)

ปล.ส่วนตัวแล้วชอบความคิดเห็นของคุณ sio หมีน้อยพรรคมาร นะคะ

#30 By อีฟเองจ้า on 2008-06-27 03:27

re: comment 30

จุดประสงค์ในการเขียนงานชิ้นนี้ขึ้นนั้น หลักๆ มีอยู่ 2-3 ประการครับ คือ

- การที่โน๊ต ออกมาพูดในลักษณะที่ว่าคนที่ "ไม่นับถือศาสนา" นั้นเป็นพวกนับถือเพราะอยากให้ตัวเองเท่นั้น เป็นการทำลายการดำรงอยู่ หรือเหตุแห่งการมีอยู่ ของผม (เป็นอย่างน้อย) ฉะนั้นผมจึงออกมา defend ตัวเอง นี่คือประการที่ 1

- การกระทำของโน๊ตนั้น ไม่มากก็น้อย ยิ่งเป็นการ "ลบ" พื้นที่สำหรับคนอย่างผม (หรือไม่นับถือศาสนาเหมือนๆ ผม) ยิ่งขึ้นไปอีก คือปกติก็มีพื้นที่ให้น้อยอยู่แล้ว แต่กลับถูกบีบขึ้นมาอีก ฉะนั้น อีกจุดประสงค์หนึ่งคือ "การสร้างพื้นที่ให้กับคนที่ไม่นับถือศาสนา" ครับ

- จุดประสงค์สำคัญอย่างสุดท้ายก็คือ "ผมอยากลองเสนอแนววิธีการ" ดูว่าลักษณะการนับถือแบบนี้ จะช่วย widening กรอบความคิดให้กว้างกว่าหรือเปล่า??? (แค่เสนอ แต่ไม่ได้จะ force ให้ใครมาเชื่อนะครับ)

...เท่านี้ละครับจุดประสงค์...

ด้วยความเคารพ

ปล. คุณ sio ครับ กรณีนี้ผมกล้า "ฟันธง" ครับ ว่า "คนส่วนใหญ่" เป็นดังที่ผมกล่าวมา

ตัวคุณ sio อาจจะเป็นกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่ คือศึกษาด้านอื่นๆ มากกว่า หรือพอๆ กันกับศาสนาที่คุณนับถืออยู่ แต่กรุณาภาพกว้างอย่าง critique ด้วยครับ

- ศาสนาอิสลาม กว่า 1,000 ล้านคน ถูกกรอบศาสนาจำกัดให้เชื่อแต่ในคำสอนของอัลเลาะห์ ห้ามเชื่อ หรือกราบไหว้บูชาสิ่งอื่นใด ครับ

- ผู้นับถือศาสนาคริสต์ กว่า 90% ทั่วโลก ไม่เคยอ่านตำราศาสนาอื่น (อัลกุระอาน, พระไตรปิฎก, ฯลฯ) ครับ เคยอ่านแต่ไบเบิ้ล (เดี๋ยวนี้ไบเบิ้ลยังไม่อ่านกันจัดนักเลย)

ฯลฯ ฯลฯ

ลำพังแค่ 2 ประการนี้ก็เกินครึ่งโลกแล้วครับ...แล้วทำไมผมจะพูดว่า "ส่วนใหญ่" ไม่ได้ครับ??? embarrassed

#32 By fallingangels on 2008-06-27 10:32

re: comment 31

ขอบพระคุณที่มาแลกเปลี่ยนนะครับ และจำกัดคำพูดของ Marx ไว้ให้ด้วย แต่การยกมาเฉพาะ quote นี้ของ Marx อาจก่อให้เกิดความระแคะระคายใจต่อผู้ที่ไม่เคยอ่านงานของ มาร์กซ์ได้ครับ

ฉะนั้น ผมใคร่ขอว่า ช่วยนำ "เหตุผล" ของมาร์กซ์ ที่ให้ไว้กับคำอธิบายนี้มาด้วยนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะก่อให้เกิดอนุกรมแห่งปัญหาตามมาได้ครับ

ด้วยเหตุนี้ ผมจะขอ hide (ซ่อน) ความเห็นท่านไว้ก่อน จนกว่าจะมีการนำเหตุผลมาอธิบายนะครับ เพื่อความสงบเรียบร้อยของบล็อกนี้

ด้วยความเคารพ และขออภัยอย่างสูงครับ

ปล. ผมไม่ได้รังเกียจลัทธิมาร์กซ์นะครับ ผมมีเพื่อนมากมายเป็น มาร์กซิสต์ครับ (แม้ผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับมาร์กซ์ ก็ตาม) แต่การจะยกมาร์กซ์มานั้น หากยกมาแต่คำจู่โจม โดยไม่มีเหตุผลนั้น จักเป็นการทำลายมาร์กซ์เอง มากกว่าสนับสนุนด้วยนะครับ...ขออนุญาตจริงๆ ครับ

#33 By fallingangels on 2008-06-27 10:37

ผมเองก็เป็นคนที่พูดได้เต็มปากว่าไม่มีศาสนาประจำตัว และไม่เชื่อเรื่องสวรรค์นรก ผีสางเทวดา
แต่ศึกษาอ่านเรื่องพวกนี้มาพอควร
บางมุมของศาสนาผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของการเมืองในแต่ละพื้นที่ในโลกสมัยก่อนที่วิทยาศาสตร์และรัฐศาสตร์จะก้าวหน้า
เป็นระบบอย่างนึงเพื่อควบคุมประชาชนคล้ายกฏหมาย โดยนำเรื่องบาปบุญ สวรรค์นรก มาผูกความเชื่อร่วมกับเรื่องปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จนเป็นเรื่องของคนหมู่มากไป
สำหรับปัจุบันคงเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ถูกปลูกฝังเคยชินมาแต่เด็กซะมากกว่า พ่อแม่เป็นอะไรเกิดมาปุ๊บก็โดนบังคับเป็นเช่นนั้น แน่นอนโอกาสในการศึกษาศาสนาอื่น ๆ ก็น้อยลง
แม้แต่ศาสนาพุทธที่คนไทยนับถือมากที่สุดก็รู้ความเป็นมาและหลักธรรมในด้านเดียว ในทิเบต จีน พม่า นั้นก็มีคำสอนต่างจากเราในหลายเรื่อง.

แต่โดยส่วนตัวผมนับถือหลักง่าย ๆ คือ เบียดเบียนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ก็ไม่ใช่เลวระยำ พูดง่าย ๆ คือ คนธรรมดาคนนึง ขาวดำปนกันไป ต่อยผมมาผมก็ต่อยกลับ.
ใครนับถืออะไรผมไม่ก้าวก่ายแต่ก็อย่ามองผมกลับด้วยสายตาเหมือนคนหลงผิดเหยียดหยาม...
เดี๋ยวผมจะเขิลล์เอา question

อ๊ะให้ดาว Hot!

#34 By MySillyThing on 2008-06-27 11:30

re: post 34

ผมว่าการตีความของคุณน่าสนใจทีเดียวครับ ที่บอกว่าศาสนานั้นเป็นการสร้างชุดความคิดเพื่อนำมาอธิบายปรากฏการ์ ก่อนที่วิทยาศาสตร์ และรัฐศาสตร์จะพัฒนา...บอกตรงๆ ว่ารู้สึกสนใจกับประเด็นนี้มากทีเดียว

ขอแลกเปลี่ยนต่อหน่อยนะครับว่า เช่นนั้นแล้วเราอาจมองในแง่ว่า "ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของการก่อกำเนิดวิทยาศาสตร์ และรัฐศาสตร์" ได้ด้วยหรือเปล่าครับ???

คือหากสามารถมองผ่านมุมมองน้ได้ อาจได้ลองเสวนาแบบพลิกรากเหง้าประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ และรัฐศาสตร์เลยทีเดียว

ด้วยความเคารพ

ปล. ขอบพระคุณสำหรับดาวครับ

#35 By fallingangels on 2008-06-27 12:00

อ่อ ต่อนิดหน่อยตรงจุดที่ คุณ คห.34 ว่ามาว่า

"ไม่ต้องดีเลิศ ขอแค่อย่าเลวระยำ"

ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ผมคิดกับนักการเมืองขึ้นมาได้ทีเดียว ว่าตอนนี้ข้อเรียกร้องในสังคมต่อคนที่เป็นนักการเมือง คือต้อง "บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีศีลธรรมล้ำเลิศ ฯลฯ" (พูดประมาณว่าจะให้โสดาบันมาเป็นนายก)

ผมเคยเสนอไปว่า "แค่เรียกร้องให้ไม่ผิดกฎหมายสักข้อได้ ก็เลิศแล้วครับ ไม่ต้องไปถึงระดับนั้นหรอก"

เพราะกฎหมายคือ มาตราฐานขั้นต่ำสุดที่จะ "ไม่เลว (ชั่ว)" ครับ...แต่ตอนนี้ จะหาสักคนที่ไม่เคยทำผิดกฎหมายเลย ก็ยังยากนัก แต่เราดันข้ามขั้นไปพูดกันเรื่อง "สิ่งเหนือกฎหมาย" อย่างคุณธรรมอันเลิศล้ำ

จากคลานเนี่ย "เดินให้ได้ก่อน" ครับ แล้วค่อยวิ่ง หรือกระโดด

ไม่ใช่ คลานๆ อยู่ เห็นคนเค้าวิ่งได้ "กูไม่ฝึกเดินละ กูจะวิ่งเลย"...ผมว่าแบบนี้มันไม่ค่อยจะดีนัก

ด้วยความเคารพ

#36 By fallingangels on 2008-06-27 12:06

ขออภัยนะครับ แต่ผมเขียนงานเชิงวิจารณ์ ไม่เป็น แค่ผมคิดอย่างไรก็ตอบแบบนั้น
ถ้าผมจำเป็นต้องเขียนเชิงวิจารณ์ในบล๊อกนี้ ช่วยเขียนบอกด้วยนะครับ
(แต่ผมก็ใช้เหตุและผลของผมนะ ไม่ใช่อารมณ์ แต่คุณจะยอมรับตรรกะของผมไหมก็อีกเรื่องนึง)

ถ้าคุณยกตัวอย่างชาวอิสลาม 1000 ล้านคน มาว่าถูกห้ามอย่างนั้นอย่างนี้
ถ้ายึดหลักตามข้างบน ชาวอิสลามข้างบ้านผม 2-3คน(จริงๆก็มากกว่านั้น)ที่ผมเห็นและนั่งฟังเขาคิด สนทนามาแล้ว ยังมีน้ำหนักมากกว่า 1000 ล้านที่ผมไม่เคยเห็นตัวตนเลย
แต่ถ้าจะอ้างกันดื้อๆ
ชาวจีนหลายพันล้านนับถือพุทธ แต่ก็ยังคงปฏิบัติตามลัทธิเต๋า แถมก็ฉลองคริสต์มาส กันอีกตะหาก (คริสต์มาสก็มีคำสอนแฝงมาในเทศกาล)
อย่าลืมนะครับว่า ผู้คนมากมายก็ศึกษาหาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ยิ่งทุกวันนี้สื่อสารมากมาย “ความเชื่อ” ทุกแขนงต่างสับสนปนเป ให้เราเข้าไป “ศึกษา” มากมายแต่เราจะ “เลือก” ความเชื่อไหนมา ใช้ เราไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำ ว่าศาสนาอะไร
อย่างคนไทยหลายคนที่นับถือศาสนาพุทธแบบจริงจัง จะมีกี่ % ที่ศึกษาพุทธจริงๆ หรือแค่อ่านหลักธรรมไปวันๆ โดยไม่รู้ตัว?
คนอิสลามกี่คนที่คิดว่าตนนับถืออิสลาม แต่ถือปืนไล่ยิงคนเพราะความเชื่อผิดๆ เราจะนับคนนั้นว่าศึกษาศาสนาอิสลาม?
ผมไม่ได้ว่าคุณพูดว่า”ส่วนใหญ่”ไม่ได้
แต่ผม”ไม่เห็นด้วย”

ถ้าเราเอาแต่ “ความเชื่อ” ที่ได้ยินซ้ำๆจนฝังหัวมาอ้างอิง โดยไม่คิดจะลงพื้นที่ค้นหาเพิ่มเติม
สุดท้ายเราจะโดน ข้อมูลข่าวสารหลอกเราจนไกลจากความจริงไปเรื่อยๆ

ไม่ต่างอะไรจาก นั่งอ่านฟอเวิดเมล์